แนะนำงานบัญชี เงินเดือนสูง

สำหรับน้องๆ เพื่อนๆ ที่กำลังจะจบสายบัญชี หรือ accounting เรียนก็ไม่ใช่่ง่ายๆ แถมพักหลังๆ นี้เศรษฐกิจยังไม่ค่อยดีๆ ขึ้นๆ ลงๆ วูบวาบๆ ไม่ค่อยจะ stable เอาซะเลย ถึงจะจบสาขาที่ขาดแคลนแลเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานมาก ณ ปัจจุบัน ก็อย่าได้ชะล่าใจไป เมื่อมีโอกาสมาถึงให้รีบคว้าไว้ อย่าได้ช้า บอกแล้วนะ ช้าอด ไม่รู้ด้วย

วันนี้ smirnoffunderbelly ของเรา เว็บหางานมานำเสนอกัน เว็บนี้ก่อสร้าง โดยบริษัทชื่อ Careerlink ประเทศไทย โดยเป็นบริษัทจัดหางานที่เดินทางข้ามน้ำข้าทะเลมาจาก ญี่ปุ่นโน่น ใครสนใจ และกำลังมองหางานบัญชีอยู่นั้น สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.careerlink.co.th ฝากประวัติหรือ CV และสมัครงานกันได้เลย ฟรี1

“ตี่ จั้ง หวัง ผู่ ซ่า”พระกษิติครรภโพธิสัตว์แห่งพุทธมหายาน

“ตี่ จั้ง หวัง ผู่ ซา (地藏菩萨)” เป็นชื่อที่ชาวจีนใช้เรียก พระกษิติครรภโพธิสัตว์ (Ksitigarbha Bodhisattva) ซึ่งสำหรับใน
ศาสนาพุทธนิกายมหายานจะมีพระโพธิสัตว์ที่รู้จักกันโดยส่วนมากอยู่ 4 พระองค์ ซึ่งมีชื่อโดยรวมเรียกว่า “จตุรมหาโพธิสัตว์” ซึ่งได้แก่

  1. พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (Avalokitesvara Bodhisattva) – มหากรุณา
  2. พระกษิติครรภโพธิสัตว์ (Ksitigarbha Bodhisattva) – มหาปณิธาน
  3. พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ (Manjushri Bodhisattva) – มหาปัญญา
  4. พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ (Samantabhadra Bodhisattva) – มหาจริยา

ในครั้งนี้ เราจะกล่าวถึง “ตี่ จั้ง หวัง ผู่ ซา” หรือ พระกษิติครรภโพธิสัตว์ ซึ่งโดยตามชื่อของท่าน “กษิติครรภ” มีความหมายว่า ครรภ์แห่งแผ่นดิน, บ่อเกิดแห่งแผ่นดิน, ขุมทรัพย์แห่งแผ่นดิน หรือ คลังแห่งแผ่นดิน ซึ่งบ่งบอกถึงบารมีธรรมในการอุทิศสละตนเพื่อเหล่าสรรพสัตว์ทั้งปวง เปรียบเสมือนแผ่นดินที่รองรับสรรพสิ่งทุกชีวิต

สำหรับรูปลักษณ์ของพระองค์จะมีลักษณะ คือ ภิกษุมหายาน รอบพระเศียรมีรัศมีสว่างสไว มือด้านซ้ายถือลูกแก้วแห่งปัญญา เพื่อส่องแสงสว่างนำทางเหล่าดวงวิญญาณ ส่วนมือด้านขวาจะถือไม้เท้าอักขระที่เป็นเครื่องหมายแห่งพระธุดงค์ผู้จาริกธรรม ซึ่งลูกแก้วจะส่องสว่างนำทางเหล่าวิญญาณ หากดวงวิญญาณได้มองดูลูกแก้วนี้ จะช่วยให้ระลึกถึงผลบุญกุศลที่เคยสั่งสมไว้ไม่ให้หลงลืม และนำพาให้รอดพ้นจากอบายภูมิไปจุติยังสุคติภูมิได้ ส่วนไม้เท้าอักขระ มีหน้าที่ช่วยเบิกทางผ่านในทุกภพภูมิ และเปิดประตูนรกอีกด้วย นอกจากนี้ลุกแก้วและไม้เท่าของพระองค์ยังเปรียบเป็นตัวแทนแห่งสติ และปัญญาอีกด้วย

พระกษิติครรภโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ผู้โปรดสัตว์นรก และวิญญาณทั้งปวง และเป็นพระผู้คุ้มครองอุปถัมภ์ดวงวิญญาณของเด็ก และทารกที่แท้งก่อนเกิด อีกทั้งพระองค์ยังมีมหาปณิธานที่แรงกล้า คือพระองค์จะไม่ขอตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า หากในนรกยังคงมีสัตว์นรกอยู่ ซึ่งการมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ และการเสียสละของท่านแล้ว เป็นสิ่งที่ช่วยเตือนสติได้เป็นอย่างดีว่า คนเราควรเป็นมีมหาปณิธานในชีวิต ซึ่งก็คือ “การอุทิศตน” ซึ่งการอุทิศตน หมายถึง การกระทำหน้าที่ของตนอย่างมีสติในแต่ละขณะ และไม่ต้องมุ่งถึงผลตอบทนหรือผลลัพธ์ เพียง ถึงแม้เราจะไม่ได้สามารถอุทิศเสียสละตนในสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหมือนอย่างพระกษิติครรภโพธิสัตว์ แต่การอุทิศตนไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด แต่การรู้และตระหนักถึงคุณค่าของการกระทำนั้น ๆ ก็จะช่วยให้เรามีความสุขจากการได้อุทิศตนเหมือนอย่างพระองค์นั่นเอง

สำหรับการอุทิศตน ไม่จำเป็นว่าต้องทำแค่ในกลุ่มคนที่นับถือศาสนาพุทธเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ๆ แต่หากรู้จักรับผิดชอบ และกระทำหน้าที่ของตนอย่างมีสติ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ ก็จะช่วยให้โลกมีความสงบสุข และน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

ขอบคุณรูปภาพจาก Ksitigarbha Bodhisattva Wood Statue

3 สิ่ง เริ่มต้นธุรกิจขายตรงต้องมี

หากว่าหลายๆคนเป็นมือใหม่ที่กำลังสนใจเข้าร่วมทำธุรกิจขายตรง ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทขายตรงมากมายหลายบริษัท ทั้งที่มีชื่อเสียงดีและไม่ดีก็มี มีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายบ้างก็มี บ้างก็ไม่มี มีทั้งโฆษณาผ่านทางโทรทัศน์และวิทยุ โดยศิลปินดาราที่มีชื่อเสียงซะด้วย งานนี้จะไม่ลองได้ไงล่ะ ถ้าเช่นนั้น เรามาดูคุณสมบัติที่คุณพึงมีเมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจขายตรงกันค่ะ ว่ามีอะไรกันบ้าง

1. มีใจ และเปิดใจ

ดังที่หลายท่านอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง ว่าถึงแม้ธุรกิจขายตรงจะเกิดขึ้นในประเทศไทยมานานพอสมควรแล้ว มีผู้ประสบความสำเร็จในวงการนี้หลายท่านแต่ทว่า ธุรกิจนี้ก็มักจะถูกมองในแง่ลบเสมอ ทั้งนี้ หากมองแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นและกระทบให้ธุรกิจมีผลในด้านลบนั้น ล้วนเกิดจาก”ตัวคน” มิใช่จาก”ตัวธุรกิจ”เอง ดังนั้น หากเมื่อท่านเริ่มต้นทำธุรกิจขายตรงแล้ว ต้องเปิดใจ และตั้งรับกับความคิดด้านลบของผู้คนเหล่านี้ด้วย ทำความเข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงมองธุรกิจในแง่ลบ ศึกษาว่าเป็นเพราะเหตุใด และจงจำบทเรียนนั้นไว้เป็นเยี่ยงอย่างจะได้ไม่หลงทำตาม

2. มีความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ ตั้งใจ และมีเป้าหมายชัดเจน

หากเมื่อเริ่มธุรกิจแล้ว จะต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะต้องทำยอกขายให้ได้เท่าไหร่ในแต่ละรอบ เพราะเนื้องานเป็นงานอิสระ เมื่อเริ่มทำแล้ว ไม่มีหัวหน้ามาควบคุมงานให้ได้ตามเป้าหมาย ทำมากก็ได้ผลตอบแทนมาก ทำน้อยก็ได้น้อย แถมอาจไปไม่ถึงไหน ดังนั้น อาจทำให้ท่านย่ำอยู่กับที่ ไม่สามารถก้าวหน้า เลื่อนลำดับขั้นให้สูงขึ้น และไม่อาจประสบความสำเร็จได้ในที่สุด แต่หากตั้งใจ มุ่งมั่น ขยัน ไม่ท้อ ความสำเร็จก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ดังเห็นได้จากตัวอย่างนักขายหลายๆคน

3. มีความกล้าพูด กล้าเจรจา โน้มน้าวใจคนเก่ง

การช่างพูด ช่างเจรจา ช่างโน้มน้าวใจคนนั้น เป็นลักษณะสำคัญที่เป็นพื้นฐานที่นักขายทุกท่านควรจะมีติดตัวไว้อยู่แล้ว ทั้งนี้ เพื่อที่จะเจรจา เสนอขายสินค้าและบริการที่มี ตอบคำถามแก่ลูกค้าในข้อที่สงสัยหรือไม่เข้าใจ หรือต้องการข้ออธิบายเสนอแนะ และปิดการขายได้สำเร็จอย่างรวดเร็วในที่สุด

นี่เป็นเพียงคุณสมบัติเบื้องต้นเท่านั้น ที่นักขายตรงทั้งมือใหม่ มือสมัครเล่นและมืออาชีพทั้งหลายควรจะมี แต่อย่างไรก็ดี สิ่งเหล่านี้สามารถฝึกฝนกันได้หากสนใจทำธุรกิจนี้แล้ว ก็อย่าลืมฝึกฝนให้คุ้นชินและเกิดเป็นนิสัย เพื่อจะได้เป็นหนึ่งในนักขายตรงที่ประสบความสำเร็จอีกท่านหนึ่งในวงการขายตรงบ้านเรากันค่ะ

4 ข้อแตกต่าง ธุรกิจขายตรง VS ธุรกิจแชร์ลูกโซ่

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า ธุรกิจขายตรง และ ธุรกิจแชร์ลูกโซ่ กันแล้วใช่มั้ยเอ่ย แน่นอนว่าหากมองเพียงผิวเผินแล้ว หลายคนอาจเข้าใจได้ว่าไม่ต่างกัน เป็นธุรกิจประเภทเดียวกันเพียงแต่เรียกต่างชื่อกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ ทั้งสองธุรกิจนี้ต่างกัน เพียงแต่ต่างกันเพียงเล็กน้อย เพียงแค่เส้นบางๆที่คั่นไว้ ว่าแล้ว มาดูความแตกต่างของธุรกิจทั้ง 2 ประเภทนี้กันเลยดีกว่าค่ะ

1.ค่าสมัคร

การเข้าร่วมทำธุรกิจขายตรง ผู้สมัครจะเสียค่าสมัครแรกเข้าหรือค่าสมาชิก ประมาณหลักร้อยถึงหลักพันต้นๆเท่านั้น หรือสำหรับบางบริษัทที่ต้องการดึงดูดใจนักขายให้เข้าร่วมธุรกิจมากๆ ก็อาจไม่เก็บค่าสมัครสมาชิกแรกเข้าเลยก็มี แต่ในทางกลับกัน หากเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ผู้สมัครเข้าร่วมธุรกิจจะต้องเสียค่าสมัครแรกเข้าหรือต้องเปิดบิลซื้อสินค้าของบริษัทตามจำนวนที่ระบุก่อน ซึ่งเป็นเงินตั้งแต่หลักหันจนถึงหลักหมื่นปลายๆก่อน ถึงจะสามารถสมัครเข้าร่วมธุรกิจได้

2.เป้าหมาย

ธุรกิจขายตรงจะเน้นการขายสินค้าหรือบริการเป็นหลัก มีสินค้าจำหน่ายหลากหลาย แต่ธุรกิจแชร์ลูกโซ่จะไม่เน้นขายสินค้าหรือบริการ ส่วนมากจะไม่มีสินค้าเป็นชิ้นเป็นอัน หรือหากมีก็อาจมีเพียงเล็กน้อย ไม่กี่ชิ้น และไม่กี่ชนิดโดยสินค้ามักมีคุณภาพต่ำ ราคาสวนทางกับคุณภาพ โดยหลักจะเน้นการหาเครือข่ายมาต่อยอดธุรกิจ

3.ผลตอบแทนที่ได้รับ

จากที่กล่าวมาข้างต้นเกี่ยวกับเป้าหมาย ธุรกิจขายตรงเน้นการขายสินค้าหรือบริการเป็นหลัก ดังนั้น นักขายหรือตัวแทนขายจะได้รับผลตอบแทนหลัก อันมาจากส่วนแบ่งของยอดขายสินค้าหรือบริการที่นักขายเองทำได้ในแต่ละรอบ แต่ต่างจากธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ซึ่งเน้นการเสาะหาคนมาเป็นเครือข่าย ผลตอบแทนหลักจึงจะมาจากค่าสมัครที่ค่อนข้างสูงของเครือข่าย หรือส่วนแบ่งของการขายสินค้าด้อยคุณภาพในราคาที่สูงเกินจริง

4.ความถูกต้องตามกฎหมาย

ตามหลักการแล้ว ธุรกิจขายตรงจะต้องทำการจดทะเบียนบริษัทเป็นนิติบุคคล เพื่อแสดงรายการบัญชีต่างๆ และเสียภาษีตามที่กฎหมายระบุ ซึ่งโดยส่วนมากก็จดทะเบียนทำธุรกิจกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่สำหรับธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ส่วนใหญ่แอบอ้าง เพราะโดยรูปแบบของตัวธุรกิจแล้วถือว่าผิดกฎหมายอยู่แล้ว ไม่สามารถทำธุรกิจเช่นนี้ได้ ส่วนใหญ่ที่ยังทำกันอยู่ก็ไม่มีการจดทะเบียนธุรกิจ ไม่มีการแสดงรายการบัญชีและเสียภาษีใดๆ

ดังนั้น หากท่านใดสนใจร่วมทำธุรกิจขายตรงสินค้าหรือบริการด้านใดๆก็ตาม อย่าลืมตรวจสอบว่าธุรกิจที่ท่านกำลังสนใจนั้นเข้าข่ายธุรกิจแชร์ลูกโซ่หรือไม่ เพื่อป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวง ฉ้อฉลนะคะ

สัญญาแบบไหน ใช้ในการก่อสร้างอะไรดี (ตอนที่ 2)

มาต่อกันจากตอนที่แล้วนะค่ะ ซึ่งได้กล่าวถึงสัญญาก่อสร้างที่สำคัญๆ ไปแล้วสองรูปแบบด้วยกัน นั่นก็คือ “สัญญาแบบรวมยอด (Lump-Sum Contract)” และ “สัญญาแบบราคาต้นทุน บวก ค่าธรรมเนียม (Cost-Plus-Fee Contract)” วันนี้ เรามาต่อกันถึงอีกสองรูปแบบสัญญาก่อสร้างที่เหลือกันเลยค่ะ

รูปแบบที่ 3 สัญญาแบบรับรองวงเงินก่อสร้างสูงสุด (Guarantee-Maximum-Prices Contract)

สัญญาการก่อสร้างในรูปแบบนี้มีความเหมาะสมที่จะใช้ในการก่อสร้างแบบเร่งด่วน และงานก่อสร้างที่รวมถึงการออกแบบพร้อมก่อสร้างเท่านั้น เพราะผู้รับจ้างก่อสร้างจะยื่นเสนอถึงรายละเอียดราคาต้นทุน และรายละเอียดค่าธรรมเนียมอื่นๆ เมื่อคำนวณในเบื้องต้นเท่านั้น โดยขอบเขตของงานก่อสร้างจะมีการกำหนดอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถคำนวณค่าใช้จ่ายเบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด และหากว่าเจ้าของงานก่อสร้างหรือวิศวกรเจ้าของงานหรือผู้ควบคุมงานก่อสร้างนั้นๆ มีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียด โดยจะลด

หรือเพิ่มปริมาณงานนั้น ก็สามารถทำการตกลงกัน เปลี่ยนแปลงในสัญญาจ้างได้ โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาจ้างนั้นๆ ด้วย
ทั้งนี้ รูปแบบงานก่อสร้างเช่นนี้มีข้อดีอย่างหนึ่ง คือ เมื่อระบุถึงวงเงินก่อสร้างสูงสุด จะทราบได้ถึงวงเงินค่าก่อสร้างที่สามารถประหยัดไปได้ในงานก่อสร้างนั้นๆ โดยในส่วนวงเงินที่ประหยัดได้นี้ ก็มักจะพิจารณาตกลงแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่งระหว่างเจ้าของงานก่อสร้างและผู้รับจ้างก่อสร้าง

รูปแบบที่ 4 สัญญาแบบบริหารงานก่อสร้าง (Construction Management Contract)

ในการก่อสร้างตามรูปแบบสัญญานี้ สามารถคิดค่าใช้จ่ายในงานบริหารงานก่อสร้างได้ใน 2 รูปแบบ คือ แบบที่1 คิดราคาต้นทุนบวกค่าธรรมเนียม บวกกำไร และอาจมีการบวกค่าบริหารงานจากเจ้าของงานด้วย โดยค่าบริหารงานจากเจ้าของงานนั้นไม่ควรเกิน ร้อยละ 7 ของมูลค่างานก่อสร้าง และแบบที่2 ในกรณีที่ไม่ใช่รูปแบบการรับรองวงเงินก่อสร้างสูงสุดนั้น อาจคิดค่าใช้จ่ายในงานบริหารงานก่อสร้าง ในอัตราประมาณ ร้อยละ 1 ถึงร้อยละ 3 ของมูลค่าโครงการ

โดยจากลักษณะการใช้สัญญาในรูปแบบนี้ที่สมาคมบริหารงานก่อสร้างของอเมริกา (Construction Management Association of America หรือชื่อโดยย่อคือ CMAA) ได้ระบุไว้ คือ จะเป็นการบริหารงานแบบมืออาชีพ ให้บริการครอบคลุมทั้งหมดในงานก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณและขอบเขตงานที่ได้ตกลงกัน อีกทั้ง ผู้บริหารงานนั้น มักจะได้รับเลือกมาจากผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานลักษณะนี้ และมีความสามารถเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและการบริหารงานก่อสร้างเป็นอย่างดีด้วย

อย่างไรก็ตาม รูปแบบสัญญาก่อสร้างแต่ละรูปแบบนั้นก็ต่างเหมาะสมกับชนิดงานที่แตกต่างกันออกไป เช่น ชนิดงานที่เร่งด่วน หรือชนิดงานปกติทั่วไป ดังนั้น หากต้องการนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก็อย่าลืมพิจารณาถึงความเหมาะสมของชิ้นงานก่อสร้างแต่ละงานเทียบกับสัญญาจ้างแต่ละรูปแบบ ว่าแบบไหนจะเหมาะสมกันที่สุดกันด้วยนะคะ

สัญญาแบบไหน ใช้ในการก่อสร้างอะไรดี (ตอนที่ 1)

ในการก่อสร้างแต่ละประเภท แต่ละรูปแบบนั้น วิศวกรเจ้าของงานหรือผู้ควบคุมงานก่อสร้างนั้นๆ และคู่สัญญาต่างก็ต้องมีการทำข้อตกลงในการก่อสร้าง ทั้งเรื่องของรูปแบบอาคาร พื้นที่ใช้สอยส่วนต่างๆ ระยะเวลาในการก่อสร้าง และในเรื่องของค่าดำเนินการต่างๆ ด้วย พร้อมทั้งระบุเป็นลายลักษณ์อักษรลงในสัญญาที่คู่สัญญาทั้งสองได้ลงลายชื่อรับรองเอกสารแล้วนั้นด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักฐานในการยืนยันข้อเท็จจริงต่างๆ เมื่อหากเกิดปัญหาขึ้นตามมาในภายหลัง

ทั้งนี้ รูปแบบของสัญญาก่อสร้างโดยหลักแล้ว จะมีอยู่ 4 รูปแบบด้วยกัน โดยในตอนที่ 1 นี้ จะพูดกันถึง 2 รูปแบบแรกกันค่ะ มาเริ่มทำความรู้จักไปพร้อมๆกันเลยนะคะ

รูปแบบที่ 1 สัญญาแบบรวมยอด (Lump-Sum Contract)

สัญญาการก่อสร้างในรูปแบบนี้เป็นที่นิยมที่ใช้ในการก่อสร้างทั่วไป เพราะ คู่สัญญา สามารถคำนวณถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ และเสนอให้แก่วิศวกรเจ้าของงานหรือผู้ควบคุมงานก่อสร้างนั้นๆ ได้โดยชัดเจน ทั้งนี้ จะต้องจัดทำใบเสนอราคาค่าวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะนำมาใช้ในงานก่อสร้าง ที่ซึ่งระบุราคาของวัสดุอุปกรณ์ต่อหน่วยไว้อย่างชัดเจน

และบัญชีปริมาณงานที่ต้องทำเพื่อให้การก่อสร้างนั้นๆ แล้วเสร็จด้วย และทำการยื่นเสนอราคาก่อนการก่อสร้าง โดยผู้รับงานก่อสร้างนั้นเอง สามารถระบุถึงระยะเวลาการจ่ายค่างวด ว่าต้องชำระเมื่องานแล้วเสร็จทั้งหมด หรือชำระเมื่องานแล้วเสร็จไปแต่ละขั้นตอน เป็นงวดๆ ไปเสนอแก่วิศวกรเจ้าของงานหรือผู้ควบคุมงานก่อสร้างนั้นๆ ก็ย่อมได้

และหากว่าเมื่อใดเจ้าของงานก่อสร้างหรือวิศวกรเจ้าของงานหรือผู้ควบคุมงานก่อสร้างนั้นๆ มีความต้องการที่จะลด หรือเพิ่มปริมาณงานนั้น ก็สามารถทำการตกลงกัน เพื่อบวกเพิ่มหรือตัดลบงบประมาณค่าใช้จ่ายไปได้เลยตามข้อตกลงที่ได้ระบุไว้ในเอกสารสัญญาจ้างได้อย่างสะดวก และเข้าใจได้ง่าย

รูปแบบที่ 2 สัญญาแบบราคาต้นทุน บวก ค่าธรรมเนียม (Cost-Plus-Fee Contract)

ในการก่อสร้างตามรูปแบบสัญญานี้ เป็นข้อดีสำหรับทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายผู้รับจ้างก่อสร้างและฝ่ายวิศวกรเจ้าของงานหรือผู้ควบคุมงานก่อสร้างนั้นๆ เอง เพราะเมื่อได้เริ่มงานก่อสร้างแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำการสำรวจถึงราคาวัสดุอุปกรณ์ในท้องตลาด ยังไม่ได้จัดทำรายละเอียดใบเสนอราคา และบัญชีปริมาณงานที่ชัดเจนนัก เช่นนี้

งานก่อสร้างก็จะไม่คืบหน้าไปเสียที ดังนั้น หากผู้รับจ้างก่อสร้างมีเพียงรายละเอียดต้นทุนเบื้องต้น ก็สามารถเสนอแก่ฝ่ายวิศวกรเจ้าของงานหรือผู้ควบคุมงานก่อสร้างนั้นๆ ได้แล้ว พร้อมทั้งสามารถเริ่มโครงการได้เลย อีกทั้ง ก็สามารถตกลงถึงระยะเวลาในการจ่ายค่างวด ว่าต้องการให้จ่ายเมื่องานแล้วเสร็จทั้งหมด หรือเมื่องานแล้วเสร็จไปแต่ละขั้นตอน เช่นนี้ก็ทำได้

ทั้งนี้ ยังมีรูปแบบการก่อสร้างอีกสองแบบที่จะตามมาในตอนต่อไป เป็นอีกสองรูปแบบที่มีความแตกต่าง และสำคัญเช่นกัน เช่นนั้น อย่างพลาดติดตามกันได้ใน “สัญญาแบบไหน ใช้ในการก่อสร้างอะไรดี (ตอนที่ 2)” กันคะ