งานก่อสร้าง

สัญญาแบบไหน ใช้ในการก่อสร้างอะไรดี (ตอนที่ 2)

มาต่อกันจากตอนที่แล้วนะค่ะ ซึ่งได้กล่าวถึงสัญญาก่อสร้างที่สำคัญๆ ไปแล้วสองรูปแบบด้วยกัน นั่นก็คือ “สัญญาแบบรวมยอด (Lump-Sum Contract)” และ “สัญญาแบบราคาต้นทุน บวก ค่าธรรมเนียม (Cost-Plus-Fee Contract)” วันนี้ เรามาต่อกันถึงอีกสองรูปแบบสัญญาก่อสร้างที่เหลือกันเลยค่ะ

รูปแบบที่ 3 สัญญาแบบรับรองวงเงินก่อสร้างสูงสุด (Guarantee-Maximum-Prices Contract)

สัญญาการก่อสร้างในรูปแบบนี้มีความเหมาะสมที่จะใช้ในการก่อสร้างแบบเร่งด่วน และงานก่อสร้างที่รวมถึงการออกแบบพร้อมก่อสร้างเท่านั้น เพราะผู้รับจ้างก่อสร้างจะยื่นเสนอถึงรายละเอียดราคาต้นทุน และรายละเอียดค่าธรรมเนียมอื่นๆ เมื่อคำนวณในเบื้องต้นเท่านั้น โดยขอบเขตของงานก่อสร้างจะมีการกำหนดอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถคำนวณค่าใช้จ่ายเบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด และหากว่าเจ้าของงานก่อสร้างหรือวิศวกรเจ้าของงานหรือผู้ควบคุมงานก่อสร้างนั้นๆ มีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียด โดยจะลด

หรือเพิ่มปริมาณงานนั้น ก็สามารถทำการตกลงกัน เปลี่ยนแปลงในสัญญาจ้างได้ โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาจ้างนั้นๆ ด้วย
ทั้งนี้ รูปแบบงานก่อสร้างเช่นนี้มีข้อดีอย่างหนึ่ง คือ เมื่อระบุถึงวงเงินก่อสร้างสูงสุด จะทราบได้ถึงวงเงินค่าก่อสร้างที่สามารถประหยัดไปได้ในงานก่อสร้างนั้นๆ โดยในส่วนวงเงินที่ประหยัดได้นี้ ก็มักจะพิจารณาตกลงแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่งระหว่างเจ้าของงานก่อสร้างและผู้รับจ้างก่อสร้าง

รูปแบบที่ 4 สัญญาแบบบริหารงานก่อสร้าง (Construction Management Contract)

ในการก่อสร้างตามรูปแบบสัญญานี้ สามารถคิดค่าใช้จ่ายในงานบริหารงานก่อสร้างได้ใน 2 รูปแบบ คือ แบบที่1 คิดราคาต้นทุนบวกค่าธรรมเนียม บวกกำไร และอาจมีการบวกค่าบริหารงานจากเจ้าของงานด้วย โดยค่าบริหารงานจากเจ้าของงานนั้นไม่ควรเกิน ร้อยละ 7 ของมูลค่างานก่อสร้าง และแบบที่2 ในกรณีที่ไม่ใช่รูปแบบการรับรองวงเงินก่อสร้างสูงสุดนั้น อาจคิดค่าใช้จ่ายในงานบริหารงานก่อสร้าง ในอัตราประมาณ ร้อยละ 1 ถึงร้อยละ 3 ของมูลค่าโครงการ

โดยจากลักษณะการใช้สัญญาในรูปแบบนี้ที่สมาคมบริหารงานก่อสร้างของอเมริกา (Construction Management Association of America หรือชื่อโดยย่อคือ CMAA) ได้ระบุไว้ คือ จะเป็นการบริหารงานแบบมืออาชีพ ให้บริการครอบคลุมทั้งหมดในงานก่อสร้าง และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณและขอบเขตงานที่ได้ตกลงกัน อีกทั้ง ผู้บริหารงานนั้น มักจะได้รับเลือกมาจากผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำงานลักษณะนี้ และมีความสามารถเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและการบริหารงานก่อสร้างเป็นอย่างดีด้วย

อย่างไรก็ตาม รูปแบบสัญญาก่อสร้างแต่ละรูปแบบนั้นก็ต่างเหมาะสมกับชนิดงานที่แตกต่างกันออกไป เช่น ชนิดงานที่เร่งด่วน หรือชนิดงานปกติทั่วไป ดังนั้น หากต้องการนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก็อย่าลืมพิจารณาถึงความเหมาะสมของชิ้นงานก่อสร้างแต่ละงานเทียบกับสัญญาจ้างแต่ละรูปแบบ ว่าแบบไหนจะเหมาะสมกันที่สุดกันด้วยนะคะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *